Page 33 - รายงานฉบับสมบูรณ์ ทัศนคติของเจ้าหน้าที่ตำรวจเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายกับการคุ้มครองสิทธิในกระบวนการยุติธรรมของประชาชน ระยะที่ 1
P. 33
บทที่ ๒
ทัศนคติของเจ้าหน้าที่ตํารวจเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายกับการคุ้มครองสิทธิ
ในกระบวนการยุติธรรมของประชาชน ระยะที่ ๑
มนุษย์ (Fundamental rights and liberties) ด้วยเหตุดังกล่าวรัฐหรือฝ่ายปกครองนั้นจึงจําใจต้อง
รับรองและคุ้มครองสิทธิเสรีภาพดังกล่าวโดยบัญญัติเป็นลายลักษณ์อักษร ผลที่ตามมาก็คือรัฐหรือ
ผู้ปกครองจะยกเลิกหรือเพิกถอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนหาได้ไม่ แต่มิได้หมายความว่ารัฐหรือ
ฝ่ายปกครองจะจํากัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนไม่ได้เลย กล่าวคือ รัฐสามารถจํากัดสิทธิเสรีภาพ
บางประเภทของประชาชนได้โดยมีบทบัญญัติให้อํานาจแก่รัฐในกรณีนั้นๆ กรณีดังกล่าวเรียกบท
กฎหมาย ที่ให้อํานาจแก่รัฐในการจํากัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนว่า บทบัญญัติรับรองไว้อย่าง
สัมพัทธ์ (relative) เช่น การบัญญัติรับรองโดยมีเงื่อนไขไว้ในบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ การรับรองไว้
ภายใต้บังคับแห่งกฎหมาย เป็นต้น ดังได้กล่าวมาแล้วว่ารัฐหรือฝ่ายปกครองจําใจต้องรับรองและ
คุ้มครอง สิทธิเสรีภาพของประชาชนในรัฐธรรมนูญ ถ้ามองลึกลงไปอีกจะเห็นได้ว่าแนวความคิด
ดังกล่าวมีเรื่องทฤษฎีสัญญาประชาคมเข้ามาเกี่ยวข้องอีกด้วย คงสงสัยว่าเกี่ยวข้องกันอย่างไร การ
จะตอบข้อสงสัย ตรงนี้นั้นคงต้องหันกลับไปมองธรรมชาติของการอยู่ร่วมกันของมนุษย์เป็นหลักตาม
แนวความคิดของสํานักกฎหมายฝ่ายธรรมชาติ ดังได้ทราบกันอยู่แล้วว่าในทฤษฎีสัญญาประชาคมของ
John Locke ดังที่รองศาสตราจารย์ ดร.วรพจน์ วิศรุตพิชญ์ ได้สรุปว่า “มนุษย์หันหน้าเข้ามาทํา
สัญญาประชาคมจัดตั้งสังคมการเมืองและรัฐบาลขึ้นก็ด้วยความมุ่งหมายเพื่อให้การคุ้มครองชีวิต
ร่างกาย เสรีภาพ และทรัพย์สินของตนเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในสภาวะ
ธรรมชาติ สิ่งที่มนุษย์ตกลงกันสละให้แก่สังคมการเมืองและรัฐบาล ได้แก่ อํานาจในอันที่จะบังคับให้การ
เป็นไปตามกฎหมายธรรมชาติเท่านั้น ส่วนสิทธิในชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ และทรัพย์สินนั้น มนุษย์ยังคง
สงวนไว้แก่ตน หาได้ยอมสละไปด้วยไม่ โดยนัยนี้ รัฐและรัฐบาลจึงมีอํานาจอย่างจํากัด ในกรณีที่
รัฐบาลกล้ํากรายสิทธิต่างๆ เหล่านี้ของราษฎรตามอําเภอใจ เท่ากับว่ารัฐบาลทําเกินขอบอํานาจ ของ
ตน ราษฎรจึงไม่ต้องเคารพและเชื่อฟังรัฐบาลอีกต่อไป”(วรพจน์ วิศรุตพิชญ์, ๒๕๓๘, หน้า ๓๔-๓๕)
สัญญาประชาคมตามความคิดของ Locke จึงเป็นสัญญาสหภาพ (Pactum Unions)
เป้าหมายหลักและเป้าหมายสําคัญของการที่เอกชนมาเข้าทําสัญญาประชาคมและอยู่ในบังคับบัญชา
ของรัฐบาลก็คือการธํารงไว้ซึ่งเสรีภาพ ชีวิต และทรัพย์สินของตัว การธํารงไว้ซึ่งสิ่งเหล่านี้เรียกรวมได้
ว่าเป็นการธํารงไว้ซึ่งความดีงามร่วมกัน ด้วยเหตุนี้อํานาจของรัฐที่ตั้งขึ้นจากสัญญาประชาคมนี้จึงไม่
อาจก้าวล่วงจากการรักษาสิ่งนี้ได้ (ปรีดี เกษมทรัพย์, ๒๕๔๑, หน้า ๑๙๗)
ตามที่กล่าวข้างต้นจะเห็นได้ว่ามนุษย์ทุกคนต้องการหาหลักประกันให้แก่ชีวิต ร่างกาย
เสรีภาพ และทรัพย์สินให้แก่ตนเองทั้งสิ้น อันเป็นสัญชาตญาณของความกลัว ความต้องการที่จะ
อยู่รอด ความมั่นคง และความปลอดภัยของมนุษย์นั่นเอง ดังนั้นเพื่อให้บรรลุถึงวัตถุประสงค์ดังกล่าวจึง
ต้องร่วมมือร่วมใจกันหันหน้าเข้าหากันทําสัญญาในกลุ่มชนนั้นขึ้น ซึ่งเรียกว่า สัญญาประชาคมโดย
ประชาชนมอบอํานาจของประชาชนทุกคนในสังคมนั้นแก่ผู้ปกครองให้มาช่วยคุ้มครองให้ดูแลและปก
ปักรักษาทุกคนในสังคมนั้น แต่มิใช่เป็นการมอบทั้งชีวิตและจิตใจของประชาชนตามไปด้วย
รายงานฉบับสมบูรณ์ ๑๕

