Page 11 - รายงานการศึกษาวิจัยฉบับย่อ สิทธิชุมชนในการจัดสรรทรัพยากรน้ำโดยใช้แนวทางสันติวิธี : กรณีศึกษาพื้นที่ต้นน้ำของประเทศไทย
P. 11

2




                       “ทรัพยากรน้้า” เป็นของประชาชนและชุมชน นับเป็นการสร้างอัตลักษณ์ในการบริหารจัดการ
                       ทรัพยากรน้้าในชุมชนท้องถิ่นของตนขึ้นใหม่ด้วยองค์ความรู้ กระบวนการ และความส้าเร็จในการ

                       บริหารจัดการน้้าตามภูมิปัญญาของแต่ละท้องถิ่น

                              ส้าหรับการจัดการทรัพยากรน้้าด้วยวิธีการชี้ให้เห็นถึงปัญหาความขัดแย้งและความเดือดร้อน
                       จากการด้าเนินนโยบายและโครงการพัฒนาแหล่งน้้าที่ผ่านมาในช่วงหลายสิบปี ซึ่งเกิดวิกฤตใน

                       ทรัพยากรน้้ามากมายโดยเฉพาะปัญหาความขัดแย้งในทรัพยากรน้้าของประเทศด้ารงอยู่มาเป็น

                       เวลานาน เนื่องจากปัญหาการจัดสรรน้้าระหว่างรัฐกับราษฎร หรือระหว่างราษฎรกับราษฎร และแม้กระทั่ง
                       ระหว่างหน่วยงานของรัฐด้วยกันเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการขยายตัวของเมืองและภาคอุตสาหกรรม

                       และเมื่อเขตพื้นที่ทั่วประเทศต้องประสบกับสภาวะภัยพิบัติเกี่ยวกับน้้า (ส้านักงานทรัพยากรน้้า

                       แห่งชาติ, 2562) ตัวอย่างเช่น  1) ปัญหามหาอุทกภัยปี พ.ศ. 2554 ได้เกิดผลกระทบอย่างกว้างขวาง
                       โดยคิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจถึง 1.44 ล้านล้านบาท (ส้านักงานทรัพยากรน้้าแห่งชาติ,

                       2562) ประชาชนได้รับผลกระทบมากกว่า 13.1 ล้านคน (สาธิต วงศ์อนันต์นนท์, 2554) และในบาง

                       พื้นที่เห็นความขัดแย้งในประเด็นการเปิดและปิดประตูระบายน้้าจนก่อให้เกิดการท้าลายเขื่อนกั้นน้้า
                       (อดิศักดิ์ ขันตีและ อุทัย เลาหวิเชียร, 2559)  2) ปัญหาการแย่งชิงน้้า เนื่องจากน้้าแล้งหรือปัญหาภัยแล้ง

                       ซ้้าซาก เช่นในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ศิริพงษ์ หังสพฤกษ์ และพิพัฒน์ กัญจนพฤกษ์, 2548;

                       ส้านักงานทรัพยากรน้้าแห่งชาติ, 2562)  3) ปัญหาการบริหารงานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรน้้า
                       ที่ท้างานเฉพาะในภารกิจงานส่วนของตน ระบบการจัดการน้้าจึงกระจัดกระจายเป็นส่วน ๆ (Fragmented)

                       และไม่สามารถบูรณาการ (integrate) การบริหารจัดการน้้าให้เป็นเนื้อเดียวกันได้ และ  4) ปัญหา

                       กระบวนการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในนโยบายน้้าของรัฐ (ส้านักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย,
                       2555) ดังมีค้าพูดที่ว่า “การจัดการน้้าเน้นที่เทคโนแครต ไม่เห็นหัวชาวบ้าน” การกระท้าเหล่านี้จะไม่

                       ท้าให้เกิดการไว้เนื้อเชื่อใจทางสังคม (Social Trust) จากปัญหาการจัดสรรและบริหารจัดการน้้า

                              สถานการณ์ปัญหาอันเกี่ยวข้องกับน้้าดังกล่าวและรวมถึงการจัดการทรัพยากรอื่น ๆ รัฐได้
                       พยายามที่จะน้าเสนอโดยอ้างถึงสิทธิในการมีส่วนร่วมของประชาชนและชุมชนตามที่รัฐธรรมนูญได้มี

                       บทบัญญัติรับรองไว้แล้ว โดยเฉพาะปัจจุบันคือรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2560 ที่ว่าด้วยเรื่องสิทธิและ

                       เสรีภาพในมาตรา 25 ซึ่งระบุไว้ว่า “สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย นอกจากที่บัญญัติคุ้มครอง
                       ไว้เป็นการเฉพาะในรัฐธรรมนูญแล้ว การใดที่มิได้ห้ามหรือจ้ากัดไว้ในรัฐธรรมนูญหรือในกฎหมายอื่น

                       บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพที่จะท้าการนั้นได้ และได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ตราบเท่าที่

                       การใช้สิทธิหรือเสรีภาพเช่นว่านั้นไม่กระทบกระเทือนหรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ ความสงบ
                       เรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน และไม่ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น” (ราชกิจจานุเบกษา,

                       2560) ขณะที่เมื่อกล่าวถึงความเกี่ยวข้องในการจัดการน้้าในชุมชนโดยจารีตปฏิบัติเดิม จะปรากฏเห็น
                       ประชาชนและชุมชนมีสิทธิในน้้าในฐานะที่เป็นสิทธิชุมชนอยู่แล้ว และประชาชนพลเมืองมีสิทธิในการ
   6   7   8   9   10   11   12   13   14   15   16