Page 130 - รายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี 2563
P. 130
การป้องกันโรคเชิงรุกในเรือนจำาจากกองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น พบว่า ในปี 2563 มีหน่วยงานที่ดำาเนินการ
256
ส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรคจากทั่วประเทศ จำานวน 66 โครงการรวมเป็นเงิน 1,761,973 ล้านบาท
2) กลุ่มแรงงานต่างด้าวและผู้ติดตาม กระทรวงสาธารณสุขได้พัฒนาการจัดบริการเพื่อให้ประชากรกลุ่มนี้
เข้าถึงข้อมูลและการรักษาพยาบาลได้ทั่วถึงมากขึ้น เช่น การจ้างหรือจัดหาจิตอาสาเพื่อเป็นล่ามแปลในโรงพยาบาล
การจัดทำาคู่มือดูแลสุขภาพแรงงานข้ามชาติ 3 ภาษา การจัดทำาแผนพัฒนาระบบบริการในการส่งต่อแรงงานข้ามชาติ
และในช่วงสถานการณ์โรคโควิด 19 ได้จัดระบบเฝ้าระวังโรคและค้นหาผู้ป่วย/กลุ่มเสี่ยงที่เข้าไม่ถึงสถานพยาบาล เป็นต้น
โดยกระทรวงสาธารณสุขได้พบปัญหาอุปสรรค ทั้งการเปลี่ยนแปลงและเคลื่อนย้ายของกลุ่มอาสาสมัครที่ได้พัฒนา
ศักยภาพไว้ การดำาเนินงานส่วนใหญ่เป็นเชิงรับที่เน้นการรักษาพยาบาลเป็นหลัก กลุ่มแรงงานต่างด้าวมีหลากหลาย
ภาษาแต่สื่อกลางในการสื่อสารด้านสุขภาพมีจำากัด อย่างไรก็ดี กระทรวงสาธารณสุขได้วางแนวทางแก้ไขปัญหา เช่น
ในช่วงสถานการณ์โรคโควิด 19 สถานบริการสังกัดกระทรวงสาธารณสุขได้พัฒนาแรงงานต่างด้าวที่มีจิตอาสาและอยู่ใน
พื้นที่ประจำาขึ้นมาเป็นอาสาสมัครต่างด้าว (อสต.) หรือแกนนำาสุขภาพในพื้นที่ และได้ทำางานเชิงรุกร่วมกับเจ้าหน้าที่
แต่งบประมาณที่มีจำากัด ทำาให้ทำาได้ในบางพื้นที่เท่านั้น นอกจากนี้ เห็นว่าควรมีการพัฒนาเทคโนโลยีการสื่อสารหรือ
การจัดทำาข่าวสารแรงงานตามบริบทของพื้นที่เพื่อส่งเสริมให้แรงงานต่างด้าวเข้าถึงข้อมูลบริการสุขภาพได้ดียิ่งขึ้น 257
3) กลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวี ประเทศไทยมีเป้าหมายหลักในการส่งเสริมการเข้าถึงบริการและคุ้มครอง
สิทธิมนุษยชนในกลุ่มนี้ 3 ประการ คือ ลดการติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ ลดการเสียชีวิต และลดการรังเกียจตีตราและ
เลือกปฏิบัติ โดยตั้งเป้าว่าภายในปี 2573 ร้อยละ 90 ของผู้ติดเชื้อเอชไอวีจะได้รับการวินิจฉัย และนำาผลการตรวจไป
สู่การป้องกันและรักษาต่อไป แต่ปัจจุบันยังมีอุปสรรคทำาให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวียังไม่ได้รับการวินิจฉัยเพราะการตรวจทาง
ห้องปฏิบัติการมีความยุ่งยาก ต้องไปตรวจที่สถานบริการสุขภาพ ใช้เวลานาน และต้องแสดงตัวตน ซึ่งเป็นข้อจำากัด
ในการเข้าถึงบริการ กระทรวงสาธารณสุขจึงได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายดำาเนินโครงการศึกษาการเข้าถึงบริการและความ
เป็นไปได้ในการตรวจการติดเชื้อเอชไอวีด้วยตนเองผ่านร้านขายยาในพื้นที่กรุงเทพมหานครเพื่อหารูปแบบการดำาเนินงาน
การเข้าถึงชุดตรวจคัดกรองเอชไอวีด้วยตนเอง 258 นอกจากนี้ กรมควบคุมโรคได้มีการกำาหนด 5 มาตรการในการขจัด
ปัญหาการตีตราและเลือกปฏิบัติภายในปี พ.ศ. 2573 คือ 1) ขับเคลื่อนและขยายผลการอบรมการลดการตีตราและ
เลือกปฏิบัติในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข 2) พัฒนาหลักสูตรและขับเคลื่อนให้เกิดการเรียนรู้การลด
การตีตราและเลือกปฏิบัติในกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข โดยใช้การเรียนรู้แบบ e-learning
3) จัดทำาเว็บแอปพลิเคชัน “ปกป้อง” ซึ่งเป็นระบบรับเรื่องและคุ้มครองการละเมิดสิทธิด้านเอดส์ร่วมกับกระทรวงยุติธรรม
และภาคประชาสังคม 4) แก้ไขปัญหาการถูกละเมิดสิทธิที่เกี่ยวข้องกับเอชไอวีในสถานที่ทำางานร่วมกับภาคประชาสังคม
256
จาก สปสช.ร่วมกับ กรมราชทัณฑ์ กระทรวงสาธารณสุข และสำานักงานกาชาดสากล (ICRC) จัดประชุม
สรุปผลการสร้างหลักประกันสุขภาพสำาหรับผู้ต้องขังปี 2563 [อ้างอิงจากสถานะเฟซบุ๊ก], โดย สำานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ,
2563, สืบค้นจาก https://www.facebook.com/NHSO.Thailand/posts/3269261809807019
257
จาก หนังสือส�านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ด่วนที่สุด ที่ สธ 0207.09/22863 ลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2563
เรื่อง ขอส่งข้อมูลเพื่อประกอบการจัดท�ารายงานผลการประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนของประเทศไทย ปี 2563.
258
จาก เปิดโครงการตรวจเชื้อเอชไอวีด้วยตนเองผ่านร้านขายยา กทม., โดย Hfocus เจาะลึกระบบสุขภาพ, 2563.
สืบค้นจาก https://www.hfocus.org/content/2020/08/19963
128 คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
National Human Rights Commission of Thailand

