Page 19 - สิทธิในกระบวนการยุติธรรม กรณีขอให้ลบประวัติอาชญากร และทำลายแผ่นพิมพ์ลายนิ้วมือ
P. 19
โทษให้กับผู้กระทำาความผิดแล้วศาลจะมีคำาพิพากษาลงโทษผู้กระทำาความผิดนั้นไม่ได้ แต่ในกรณีของ
ผู้ฟ้องคดีเป็นการกระทำาความผิดที่ไม่มีกฎหมายยกเว้นโทษและศาลมีคำาพิพากษาถึงที่สุดลงโทษจำาคุก
แม้ต่อมาจะมีการตราพระราชบัญญัติล้างมลทินฯ พ.ศ.๒๕๕๐ ขึ้นใช้บังคับ แต่พระราชบัญญัติดังกล่าว
ไม่มีบทมาตราใดที่กำาหนดยกเว้นโทษให้กับผู้กระทำาความผิด จึงมิใช่กฎหมายยกเว้นโทษตามข้อ ๑.๓.๗
ของระเบียบสำานักงานตำารวจแห่งชาติ ว่าด้วยประมวลระเบียบการตำารวจไม่เกี่ยวกับคดีดังกล่าว
ดังนั้น ผู้ฟ้องคดีจึงไม่อาจอ้างพระราชบัญญัติล้างมลทินฯ พ.ศ. ๒๕๕๐ ขอให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ถึงที่ ๔
ลบข้อมูลประวัติอาชญากรและทำาลายแผ่นพิมพ์ลายนิ้วมือของผู้ฟ้องคดีได้
นอกจากนี้ คำาวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร สาขา
สังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมาย คณะที่ ๓ (ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕) วินิจฉัยอุทธรณ์
ว่า ไม่ต้องให้สำานักงานตำารวจแห่งชาติลบข้อมูลประวัติอาชญากรของผู้ฟ้องคดี แต่ให้เพิ่มราย
ละเอียดเกี่ยวกับโทษตามคำาพิพากษาของศาลและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการได้รับการล้างมลทินตาม
พระราชบัญญัติล้างมลทินฯ พ.ศ. ๒๕๕๐ นั้น เห็นว่า ตามมาตรา ๔๖ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการ
ทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙ บัญญัติให้ผู้มีอำานาจพิจารณาอุทธรณ์พิจารณาทบทวนคำาสั่งทางปกครองได้
ไม่ว่าจะเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย หรือความเหมาะสมของการทำาคำาสั่งทางปกครอง และอาจ
มีคำาสั่งเปลี่ยนแปลงคำาสั่งนั้นไปในทางใดก็ได้ และมาตรา ๒๓ (๔) แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาร
ของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ บัญญัติให้หน่วยงานของรัฐต้องปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดระบบข้อมูลข่าวสาร
ส่วนบุคคลโดยต้องตรวจสอบแก้ไขข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลในความรับผิดชอบให้ถูกต้องอยู่เสมอ
ซึ่งจากข้อเท็จจริงในคดีนี้ แม้ว่าคำาสั่งของสำานักงานตำารวจแห่งชาติที่ปฏิเสธคำาขอของผู้ฟ้องคดีจะเป็น
คำาสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายแล้วก็ตาม แต่ในการพิจารณาอุทธรณ์ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ได้มีคำาวินิจฉัยให้
มีการเพิ่มเติมรายละเอียดเกี่ยวกับโทษตามคำาพิพากษาของศาลและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการได้รับการ
ล้างมลทินตามพระราชบัญญัติล้างมลทินฯ พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งย่อมมีผลทำาให้ข้อมูลประวัติอาชญากรของ
ผู้ฟ้องคดีถูกต้องตรงกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นในภายหลังและเป็นประโยชน์ต่อผู้ฟ้องคดีเอง อีกทั้งยังเป็น
ไปตามมาตรา ๒๓ (๔) แห่งพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. ๒๕๔๐ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕
จึงมีอำานาจกระทำาได้ตามมาตรา ๔๖ แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. ๒๕๓๙
และถือได้ว่าเป็นคำาวินิจฉัยอุทธรณ์ที่ชอบด้วยกฎหมายเช่นเดียวกัน
เมื่อคำาสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ ที่ปฏิเสธไม่ลบข้อมูลประวัติอาชญากรและทำาลาย
แผ่นพิมพ์ลายนิ้วมือของผู้ฟ้องคดี และคำาสั่งของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๕ ที่วินิจฉัยอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี
เป็นคำาสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่เป็นการกระทำาละเมิดต่อผู้ฟ้องคดี ศาลปกครองกลางจึงได้พิพากษา
ยกฟ้อง
ทั้งนี้ จากการประสานงานกับเจ้าหน้าที่สำานักงานศาลปกครองกลางได้รับแจ้งว่า
กรณีดังกล่าวผู้ฟ้องคดีได้ยื่นคำาร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ แต่ศาลปกครองกลางมีคำาสั่งไม่อนุญาต
ผู้ฟ้องคดีจึงมิได้มีการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดแต่อย่างใด
18
สิทธิในกระบวนการยุติธรรม กรณีขอให้ลบประวัติอาชญากร และทำาลายแผ่นพิมพ์ลายนิ้วมือ

