Page 176 - รายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561
P. 176
171
พัฒนากระบวนการและกลไกการติดตามสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นระบบ เกิดความต่อเนื่อง และมี
ความน่าเชื่อถือมากขึ้น โดยใช้วิธีการศึกษาและวิเคราะห์ทางสถิติ บนฐานข้อมูลและหลักการสิทธิมนุษยชน มีการเก็บ
ข้อมูลอย่างต่อเนื่องทั้งปี
สภาพปัญหาและอุปสรรค ในปีที่ผ่านมา กสม. ได้ริเริ่มให้มีการปรึกษาหารือกับหน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ รายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
และอ�านาจหรือเกี่ยวข้องกับสถานการณ์สิทธิมนุษยชนแต่ละด้าน รวมทั้งได้มีหนังสือขอข้อมูล สถิติ แผนงานและ
ผลการด�าเนินงานของหน่วยงานดังกล่าว เพื่อน�ามาใช้เป็นแหล่งข้อมูลหลักในการศึกษาและประเมินผล โดย ประจำาปีงบประมาณ ๒๕๖๑
ภาพรวมพบว่าได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานหลายแห่ง อย่างไรก็ตาม พบว่าบางแห่งมีข้อจ�ากัดในการเก็บข้อมูล
สถิติ บางแห่งต้องใช้เวลาในการจัดส่งข้อมูลและไม่สามารถน�ามาใช้ในการประเมินครั้งนี้ได้ภายในก�าหนดระยะ
เวลา ข้อมูลของหน่วยงานบางแห่ง กสม. และส�านักงาน กสม. ไม่อาจเข้าถึงข้อมูลทางช่องทางต่าง ๆ ที่เผยแพร่ได้
ข้อเสนอแนะ คณะรัฐมนตรี รัฐมนตรีหรือหัวหน้าของหน่วยงานของรัฐควรก�าชับให้หน่วยงานในสังกัด
มีการจัดเก็บข้อมูล สถิติการด�าเนินงานอย่างเป็นระบบ ง่ายต่อการสืบค้น มีการเผยแพร่และมีช่องทางการเผยแพร่
ข้อมูลดังกล่าวแก่สาธารณะที่สามารถเข้าถึงง่ายและด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย ให้ความส�าคัญและความร่วมมือจัดส่ง
ข้อมูล สถิติ หรือผลการด�าเนินงานตามที่ กสม. และส�านักงาน กสม. ขอความร่วมมือ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการ
พัฒนาประสิทธิภาพการท�างานทั้งของหน่วยงานของรัฐนั้นเองและการประเมินผลสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชน
ของประเทศไทย
3) การเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน
เป็นหน้าที่และอ�านาจของ กสม. ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๔๗ (๓) และพระราชบัญญัติประกอบ
รัฐธรรมนูญฯ มาตรา ๒๖ (๓) ซึ่งให้ กสม. เสนอแนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครอง
สิทธิมนุษยชนต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฯ มาตรา ๔๒
ซึ่งก�าหนดว่ากรณีที่ กสม. เห็นว่าการแก้ไขปัญหาหรือการป้องกันมิให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนเรื่องใด จ�าเป็น
ต้องมีการก�าหนดมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ให้จัดท�าเป็นข้อเสนอแนะ บทที่
เช่นเดียวกับมาตรา ๒๖ (๓) และรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๔๗ วรรคสอง และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฯ ๓
มาตรา ๔๓ ก�าหนดว่าให้รัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อรับทราบข้อเสนอแนะ/รายงาน
ดังกล่าว ด�าเนินการปรับปรุงแก้ไขตามความเหมาะสมโดยเร็ว กรณีไม่อาจด�าเนินการได้หรือต้องใช้เวลา ให้แจ้ง
เหตุผลให้ กสม. ทราบโดยไม่ชักช้า ในการด�าเนินการเรื่องนี้ กสม. ใช้การปรึกษาหารือและรับฟังความเห็นจาก
ทุกฝ่าย รวมทั้งนักวิชาการในเรื่องนั้น มีการศึกษาเอกสารวิชาการและการทบทวนกฎหมาย กฎที่เกี่ยวข้อง
ตลอดจนจัดให้มีระบบ กลไกและหลักเกณฑ์การติดตามผลการด�าเนินการตามมาตรการหรือแนวทางในเรื่องนี้
ตามที่ กสม. เสนอ อันเป็นกลไกเดียวกับข้อ ๑
สภาพปัญหาและอุปสรรค ในขั้นการติดตามผลการด�าเนินการพบว่าคณะรัฐมนตรีได้แจ้งตอบข้อเสนอ สรุปปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะในการดำาเนินงาน
แนะมาตรการหรือแนวทางในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนตามที่ กสม. เสนอ ทุกเรื่องเป็นมติรับทราบ
เช่นเดียวกันรัฐสภาจะแจ้งตอบเป็นมติรับทราบและส่งเรื่องไปยังกรรมาธิการที่เกี่ยวข้อง จึงท�าให้ กสม. ไม่อาจ
ทราบว่าคณะรัฐมนตรีและรัฐสภามีความเห็นต่อสาระของข้อเสนออย่างไร ส่วนไหนจะด�าเนินการปรับปรุงแก้ไข
ตามความเหมาะสมโดยเร็ว กรณีใดไม่อาจด�าเนินการได้ หรือต้องใช้เวลาในการด�าเนินการ รวมทั้งการแจ้งเหตุผล
ให้ กสม. ทราบโดยไม่ชักช้า ทั้งนี้ตามที่ก�าหนดไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการ
สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๖๐
ข้อเสนอแนะ เมื่อรัฐสภาและคณะรัฐมนตรีได้รับรายงานหรือข้อเสนอแนะจาก กสม. แล้ว ควรพิจารณา
และแจ้งเหตุผลให้ กสม. ทราบโดยไม่ชักช้า โดยระบุลงในเนื้อหาของรายงานหรือข้อเสนอแนะว่า กรณีใดด�าเนินการ
ปรับปรุงแก้ไข กรณีใดไม่อาจด�าเนินการได้หรือต้องใช้เวลาในการด�าเนินการ

