Page 125 - คู่มือสิทธิมนุษยชนศึกษาสำหรับประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
P. 125

3) ประเด็นความสำาคัญของแบบอย่างโดยท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.)

                         สุดท้าย หากเราพิจารณาโองการ 4: 34 จากพฤติกรรมของ
                  ท่านนบีมุฮัมมัด (ซ.ล.) เพื่อเป็นแบบอย่างในการดำาเนินชีวิต ดังที่พระผู้เป็นเจ้า
                  ได้กล่าวไว้ว่า


                         “ผู้ใดเชื่อฟังร่อซูล แน่นอนเขาก็เชื่อฟังอัลลอฮ์แล้ว” (อัลกุรอาน
                  4: 80) และพระผู้เป็นเจ้ากล่าวว่า


                           “จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) ว่า หากพวกท่านรักอัลลอฮ์
                           ก็จงปฏิบัติตามฉัน อัลลอฮ์ก็จะทรงรักพวกท่าน
                           และจะทรงอภัยให้แก่พวกท่านซึ่งโทษทั้งหลาย

                           ของพวกท่าน และอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงอภัยโทษ
                           ผู้ทรงเมตตาเสมอ”
                                                   (อัลกุรอาน 3: 31)
                         ดังนั้น การปฏิบัติตามแบบฉบับของท่านนบี (ซ.ล.) จึงเป็นสิ่งสำาคัญ

                  และจำาเป็นสำาหรับผู้ศรัทธามุสลิมทุกคน จะเห็นได้ว่า ท่านนบี (ซ.ล.)
                  สอนให้เราต้องมีความรัก ความเมตตาต่อผู้หญิง และยังได้ห้ามการทำาร้าย
                  ผู้หญิง ซึ่งเราต้องสรุปได้แล้วว่า คำาว่า “ฎ่อร่อบะ” ไม่อาจแปลความหมาย
                  ได้ว่า เป็นการเฆี่ยนตีทำาร้าย



                         มีรายงานว่า หลังจากได้มีโองการที่ 4: 34 เมื่ออัครสาวกบางท่าน
                  แปลว่าความหมายว่าสามารถเฆี่ยนตีภรรยาได้ และได้ทำาร้ายภรรยา ท่านนบี
                  (ซ.ล.) ได้ห้ามพฤติกรรมดังกล่าว และได้กล่าวว่า














                                    คู่มือสิทธิมนุษยชนศึกษาสำาหรับประชาชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้  109
   120   121   122   123   124   125   126   127   128   129   130