Page 7 - รายงานประเมินสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย ปี 2551 - 2552
P. 7
5
คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
สถานการณ์สิทธิมนุษยชนในรอบสองปีที่ผ่านมา (๒๕๕๑-
๒๕๕๒) มีสภาพตกต่ำาอยู่อย่างต่อเนื่อง นับแต่การรัฐประหาร
เมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ แม้ว่าบางด้านอาจมีความคืบหน้า
มากขึ้นบ้าง แต่โดยภาพรวมแล้วยังน่าเป็นห่วง ทั้งนี้ เหตุปัจจัย
ที่สำาคัญประการหนึ่ง คือ ความขัดแย้งทางการเมืองที่กำาลังอยู่ใน
กระแสสูง การแบ่งขั้วเลือกข้างทางการเมืองก่อให้เกิดบรรยากาศ
การเผชิญหน้าที่มีลักษณะก้าวร้าวรุนแรงอย่างที่ไม่เคยปรากฏ
มาก่อน ตัวละครสำาคัญนอกเหนือจากรัฐบาล พรรคการเมือง
กองทัพ ตำารวจ ข้าราชการ แล้วยังมีกลุ่มองค์กรพันธมิตร
ประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้าน
เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และองค์กรภาคประชาสังคม รวมถึง
สื่อมวลชน ที่มีบทบาทสำาคัญในสถานการณ์ที่เข้าขั้นวิกฤต
ปัญหาการละเมิดสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น
การละเมิดสิทธิในชีวิต ร่างกาย เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง
การรวมกลุ่ม จัดตั้งสมาคม การชุมนุมทางการเมืองอย่างสงบ การซ้อมทรมาน
การอุ้มหาย การจับกุมคุมขังโดยมิชอบ เจ้าหน้าที่รัฐใช้อำานาจอิทธิพลข่มขู่คุกคาม
ประชาชนยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันปัญหาการก่อวินาศกรรม การลอบ
สังหารบุคคลก็ยังคงดำารงอยู่เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้หรือ
พื้นที่อื่นๆ นอกจากนี้ ปัญหาการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมยังเป็นอุปสรรคที่สำาคัญ
แม้รัฐจะมีแผนแม่บทการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติก็ตาม ในทางปฏิบัติก็ยังไม่เห็น
ความเปลี่ยนแปลงเท่าที่ควร ยิ่งไปกว่านั้น กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงหลัก
๓ ฉบับ กลับก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวางและส่งผลกระทบต่อ
การเข้าถึงสิทธิในกระบวนการยุติธรรมอีกด้วย
สิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม สิทธิชุมชน สิทธิในการพัฒนาและสิทธิของ
กลุ่มผู้ด้อยโอกาส แม้ในภาพรวมอาจจะดูดีขึ้นแต่ในหลายพื้นที่ สิทธิชุมชนกลับถูก
คุกคามอย่างต่อเนื่อง จนเกิดความชาชิน เมื่อปัญหาหมักหมมสะสมถึงจุดหนึ่งก็เกิด
ปะทุขึ้นดังกรณีนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด แหลมฉบัง ที่รู้จักกันในนามโครงการพัฒนา

