Page 184 - ประมวลรายงานผลการพิจารณาเพื่อเสนอแนะนโยบายและข้อเสนอในการปรับปรุงกฎหมาย และกฎของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ : เล่ม 1 ระหว่างวันที่ 1 มีนาคม 2554 - 31 ธันวาคม 2557
P. 184

182    ประมวลรายงานผลการพิจารณาเพื่อเสนอแนะนโยบายหรือข้อเสนอในการปรับปรุงกฎหมาย และกฎ
                  ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ  เล่ม ๑  ระหว่าง ๑ มีนาคม ๒๕๕๔ – ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๗




                                 (๓)  กระบวนการทางศาลได้มีแนวปฏิบัติของผู้พิพากษาไว้ว่า  กรณีที่มีการขัง

                  ระหว่างสอบสวนตามพระราชกำาหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ มาตรา ๑๒ กำาหนด
                  ว่า ศาลอาจอนุญาตให้ควบคุมไว้ในสถานที่ที่กำาหนดไว้ไม่ใช่เรือนจำาหรือปล่อยชั่วคราว โดยจะกำาหนด

                  เงื่อนไขให้ผู้ต้องหาไปรายงานตัวต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง และก่อนไต่สวนคำาร้อง ศาลต้องถามผู้ต้องหา
                  ถึงความยินยอมที่จะปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ศาลกำาหนดด้วย แล้วบันทึกไว้ในสำานวน  หากผู้ต้องหา

                  ขอความช่วยเหลือทนายความหรือล่าม ก็ให้ศาลจัดหาให้ด้วย  การที่ศาลจะมีคำาสั่งให้ส่งตัวผู้ต้องหา
                  เข้าอบรม ศาลต้องพิจารณาให้ได้ความว่า ๑) ความผิดนั้นกระทบต่อความมั่นคง ๒) เกิดขึ้นภายใน

                  พื้นที่ และ ๓) ลักษณะความผิดตามที่คณะรัฐมนตรีประกาศ และต้องได้ความว่า ผู้นั้นกลับใจ
                  เข้ามอบตัวโดยไม่มีการถูกบังคับ หรือกรณีพนักงานสอบสวนได้สอบสวนแล้วมีความเห็นว่าได้กระทำา

                  ความผิดไปเพราะหลงผิดรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ศาลจะพิจารณาจากความเห็นของพนักงานสอบสวน
                  เป็นสำาคัญ  การแสดงความยินยอมจะมีการบันทึกไว้ในรายงานกระบวนการพิจารณาทุกครั้ง และ

                  ลงลายมือชื่อของทุกฝ่าย ทั้งนี้ ศาลอาจมีดุลพินิจที่ไม่ใช้กระบวนการตามมาตรา ๒๑ โดยพิจารณา
                  ถึงประโยชน์ต่อความมั่นคงตามพระราชบัญญัตินี้ด้วย


                             ๔.๔.๔  ข้อเสนอแนะของผู้เข้าร่วมสัมมนาในประเด็นอื่นๆ ดังนี้


                             ๑)  ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการใช้กฎหมายพิเศษด้านความมั่นคง เพราะมี
                  การลิดรอนสิทธิในการประกอบอาชีพ และประกอบศาสนกิจต่างๆ การนำาเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคง

                  ออกจากพื้นที่หรือยกเลิกกฎหมายดังกล่าว น่าจะแก้ปัญหาความไม่สงบได้
                             ๒)  มีความกังวลต่อเด็กและเยาวชนที่ได้รับผลกระทบมาจากมารดา ซึ่งมองว่าจะ

                  เป็นปัญหาใหญ่ในอนาคตในด้านความไม่รู้สถานะของตัวเอง และความสับสนหลายๆ อย่างจากการ
                  ดำารงชีวิตที่แตกต่าง สตรีในชายแดนใต้ขาดที่พึ่งพา ไม่มีหน่วยงานใดมาให้ความรู้ด้านกฎหมาย

                  กำาลังใจของสตรีและเด็กกำาลังถูกบั่นทอน องค์กรพัฒนาเอกชน (NGO) ซึ่งมีจำานวนมากก็ได้พยายาม
                  ช่วยเหลือไม่น้อยกว่าหน่วยงานอื่นๆ เช่นกัน

                             ๓)  ผลสำารวจความเห็นในพื้นที่พบว่าประชาชนในจังหวัดนราธิวาส ๕๐.๓๐% ไม่ต้องการ
                  ยกเลิกพระราชกำาหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ ส่วนประชาชนในจังหวัดยะลา

                  เห็นควรยกเลิก ๕๒.๒๐% ประชาชนในจังหวัดปัตตานีเห็นควรยกเลิก ๕๐.๒๗%  สำาหรับผู้หญิง
                  ต้องการให้ยกเลิก แต่ผู้ชายไม่ต้องการยกเลิก ส่วนชาวพุทธต้องการให้ประกาศใช้กฎหมายดังกล่าว

                             ๔)  ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นยังคงต้องมีกฎหมายทั้งสามฉบับนี้ ซึ่งช่วยให้
                  เจ้าหน้าที่เข้าไปในพื้นที่ในกรณีฉุกเฉินได้ เจตนารมณ์ของกฎหมายให้อำานาจเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติ

                  หน้าที่ตามกฎหมายโดยพลัน เมื่อเกิดเหตุระเบิดครั้งที่สองกฎหมายก็ให้อำานาจเจ้าหน้าที่ตัดสัญญาณ
                  มือถือเพื่อเป็นการระงับเหตุ  และในกรณีที่มีการไล่ติดตามผู้กระทำาความผิดก็ต้องมีการปิดล้อม

                  ตรวจล้อมในพื้นที่นั้น เพื่อเป็นการคุ้มครองประชาชนส่วนใหญ่ หรือการตั้งด่านหรือมีงานแสดงต่างๆ
   179   180   181   182   183   184   185   186   187   188   189