Page 26 - วารสารวิชาการสิทธิมนุษยชน. ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม - ธันวาคม 2561)
P. 26

ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม - ธันวาคม 2561)  25






               ดำาเนินคดีเสร็จเด็ดขาดไปอย่างรวดเร็วจึงควรเป็นการที่จำาเลยสามารถร้องขอให้ศาลชี้ขาดข้อกฎหมายเบื้องต้น

               ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 24 ซึ่งบัญญัติว่า

                                    “เมื่อคู่ความฝ่ายใดยกปัญหาข้อกฎหมายขึ้นอ้าง ซึ่งถ้าหากได้วินิจฉัยให้เป็นคุณ
               แก่ฝ่ายนั้นแล้ว จะไม่ต้องมีการพิจารณาคดีต่อไปอีก หรือไม่ต้องพิจารณาประเด็นสำาคัญแห่งคดีบางข้อ หรือถึงแม้

               จะดำาเนินการพิจารณาประเด็นข้อสำาคัญแห่งคดีไป ก็ไม่ทำาให้ได้ความชัดขึ้นอีกแล้ว เมื่อศาลเห็นสมควรหรือเมื่อ

               คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีคำาขอ ให้ศาลมีอำานาจที่จะมีคำาสั่งให้มีผลว่าก่อนดำาเนินการพิจารณาต่อไป ศาลจะได้
               พิจารณาปัญหาข้อกฎหมายเช่นว่านี้แล้ววินิจฉัยชี้ขาดเบื้องต้นในปัญหานั้น

                                    ถ้าศาลเห็นว่าคำาวินิจฉัยชี้ขาดเช่นว่านี้จะทำาให้คดีเสร็จไปได้ทั้งเรื่องหรือเฉพาะแต่
               ประเด็นแห่งคดีบางข้อ ศาลจะวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาที่กล่าวแล้วและพิพากษาคดีเรื่องนั้นหรือเฉพาะแต่ประเด็น

               ที่เกี่ยวข้องไปโดยคำาพิพากษาหรือคำาสั่งฉบับเดียวกันก็ได้

                                    คำาสั่งใด ๆ ของศาลที่ได้ออกตามมาตรานี้ ให้อุทธรณ์และฎีกาได้ตามที่บัญญัติไว้ใน
               มาตรา 227 มาตรา 228 และ มาตรา 247”

                                    เมื่อผู้แสดงข้อเท็จจริงและความคิดเห็นประเด็นกิจการสาธารณะถูกฟ้องคดีแพ่ง
               และตกเป็นจำาเลย จำาเลยสามารถทำาคำาขอให้ศาลชี้ขาดปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้นเพื่อให้คดีเสร็จเด็ดขาดไป

               โดยไม่ต้องสืบพยาน โดยยกปัญหาข้อกฎหมายเบื้องต้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 423 วรรค 3

               ที่ได้แก้ไขใหม่ว่า “เป็นการกล่าวข้อเท็จจริงหรือความเห็นโดยสุจริตในกิจการสาธารณะ” ขึ้นเป็นข้อกฎหมายเบื้องต้น
               ให้ศาลชี้ขาด หากศาลเห็นว่าเป็นการกล่าวโดยสุจริตในกิจการสาธารณะจริง ศาลก็ชอบที่จะยกฟ้องให้คดีเสร็จ

               เด็ดขาดไปได้โดยไม่จำาเป็นต้องมีการพิจารณาคดีให้เนิ่นช้าออกไป

                            6.2.2 กฎหม�ย Anti-SLAPP ในคดีอ�ญ�
                                 การหมิ่นประมาทในคดีอาญามีความแตกต่างจากคดีแพ่ง เพราะเหตุว่าคดีอาญาไม่ว่า

                                                       33
               จะเป็นการกล่าวเรื่องจริงหรือเรื่องไม่จริงก็เป็นความผิด  แต่การกล่าวเรื่องจริงนั้นจำาเลยสามารถพิสูจน์ความ
               จริงเพื่อไม่ต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 330 ซึ่งก็จะเป็นภาระตกกับจำาเลยที่จะต้องพิสูจน์ว่า
               ความจริงเป็นอย่างไร นอกจากนี้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 329 (3) กำาหนดข้อยกเว้นที่ไม่เป็นความผิดอาญา

               ฐานหมิ่นประมาทไว้ กล่าวคือ “ผู้ใดแสดงความคิดเห็นหรือข้อความใดโดยสุจริต ... (3) ติชมด้วยความเป็นธรรม
               ซึ่งบุคคลหรือสิ่งใดอันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำา... ผู้นั้นไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท” ดังนั้น การแสดง

               ข้อเท็จจริงหรือความคิดเห็นในกิจการสาธารณะ ย่อมเป็นลักษณะหนึ่งของการติชมด้วยความเป็นธรรมอันเป็น





                          33    The greater the truth, the greater the libel.
   21   22   23   24   25   26   27   28   29   30   31