Page 681 - รายงานฉบับสมบูรณ์ การประเมินศักยภาพและพัฒนาระบบงานและกระบวนการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน ตามมาตรา 257 (1) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550
P. 681
เจ้าหน้าที่ก็หาข้อมูลหลักฐานให้มากที่สุด แล้วก็น าไปเสนออนุกรรมการ ก็จะ
เป็นการลดขั้นตอนในการท างาน ลดการประชุม และพัฒนาศักยภาพของ
เจ้าหน้าที่ กสม. เองด้วย
6. กรณีที่เรื่องร้องเรียนไม่มีความซับซ้อน และสามารถพิจารณาเห็นได้อย่าง
ชัดเจนว่า สามารถใช้วิธีการสอบถามข้อเท็จจริงจาก ผู้ร้อง และหน่วยงาน
ที่เกี่ยวข้อง และได้รับข้อมูลที่เพียงพอส าหรับการพิจารณาแล้ว ควรจะ
พิจารณาเลยโดยไม่จ าเป็นต้องจัดเวทีประชุมชี้แจงทุกครั้ง
ผลการศึกษาวิจัยยังพบข้อเสนอแนะที่น่าสนใจ ที่คิดว่าจะมีส่วนช่วยในการลด
ระยะเวลาของการตรวจสอบลงอีก 2 ประการคือ
7. ควรมีระบบจัดเก็บฐานข้อมูลทางวิชาการ ข้อกฎหมาย และข้อมูลอื่นๆ ที่
จ าเป็นต่อการพิจารณาตรวจสอบเรื่องร้องเรียนแต่ละประเภทโดยเก็บไว้เป็น
ฐานข้อมูลส่วนกลาง เพื่อลดขั้นตอนการท าหนังสือขอข้อมูลจากหน่วยงานที่
เกี่ยวข้อง และท าให้สามารถรวบรวมเรื่องร้องเรียนที่มีลักษณะเดียวกันมา
ตรวจสอบในวาระเดียวกันได้
8. การเขียนรายงานการตรวจสอบ ควรเขียนให้กระชับและครอบคลุมเรื่อง
ร้องเรียนทั้งหมดโดยไม่จ าเป็นต้องใส่ข้อมูลที่รวบรวมได้จากผู้ร้อง ผู้ถูกร้อง
และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กล่าวคือใส่เฉพาะข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง และข้อ
กฎหมายที่น ามาใช้พิจารณาประเด็นการละเมิดสิทธินั้นๆ มาใส่ไว้ในรายงาน
การตรวจสอบ ส่วนข้อมูลอื่นๆ ถ้าหากมีผู้ต้องการรู้ข้อมูลที่สงสัยเพิ่มเติมก็
สามารถมาค้นส านวนค าร้องได้
8.1.5 โครงสร้างทีมงานตรวจสอบ
โครงสร้างทีมมีผลส าคัญต่อกระบวนการตรวจสอบและสนับสนุน
คณะอนุกรรมการ เพื่อให้สามารถด าเนินกระบวนการตรวจสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ซึ่งภาพโดยรวม ข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก และสนทนากลุ่มได้ข้อสรุปที่สอดคล้อง
ั
กันว่า โครงสร้างของทีมตรวจสอบในปจจุบันมีความเหมาะสม ดังข้อมูลจากการให้
สัมภาษณ์ของกรรมการสิทธิท่านหนึ่งที่ระบุว่า โครงสร้างของทีมตรวจสอบ ที่มีทั้ง
นักวิชาการ นักกฎหมาย นักสิทธิมนุษยชน เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ และธุรการ น่าจะเป็น
โครงสร้างทีมสนับสนุนงานตรวจสอบที่น่าเชื่อถือ และมีประสิทธิภาพสูง แต่ในทางปฏิบัติ
กลับตรงข้ามกัน ซึ่งประเด็นดังกล่าวเมื่อพิจารณาจากข้อมูลการสัมภาษณ์เชิงลึกในส่วน
- 562 -

