Page 51 - รายงานฉบับสมบูรณ์ ทัศนคติของเจ้าหน้าที่ตำรวจเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายกับการคุ้มครองสิทธิในกระบวนการยุติธรรมของประชาชน ระยะที่ 1
P. 51
บทที่ ๒
ทัศนคติของเจ้าหน้าที่ตํารวจเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายกับการคุ้มครองสิทธิ
ในกระบวนการยุติธรรมของประชาชน ระยะที่ ๑
ทางการเท่านั้น โดยต้องแจ้งข้อมูลข่าวสารให้ครอบครัวหรือตัวแทนทางกฎหมายของบุคคลเหล่านั้น
ทราบอย่างครบถ้วน
๖.๒ สถานที่คุมขังเด็กและเยาวชนต้องแยกจากผู้ใหญ่ ผู้หญิงต้องแยกจาก
ผู้ชาย ผู้ต้องหาต้องแยกจากผู้ต้องโทษ สถานที่คุมขังต้องมีสภาพแวดล้อมและสุขอนามัยที่เอื้อต่อ
ความเป็นมนุษย์ ทั้งยังต้องได้รับอาหาร น้ํา ที่หลับนอน เสื้อผ้า การรักษาพยาบาล การออกกําลังกาย
และสิ่งของเครื่องใช้เพื่อสุขอนามัยอย่างพอเพียง
๖.๓ ต้องให้ความเคารพในเรื่องความเชื่อทางศาสนาและหลักศีลธรรมจรรยา
ของผู้ถูกคุมขัง
๖.๔ ผู้ถูกคุมขังต้องมีสิทธิที่จะติดต่อกับโลกภายนอก เช่น ได้รับการเยี่ยมเยียน
พบและปรึกษาผู้แทนตามกฎหมายอย่างเป็นส่วนตัวแบบตัวต่อตัว
แนวทางการปฏิบัติ
๑) อํานวยความสะดวก และจัดสถานที่ในการเข้าเยี่ยม และพบผู้แทนทาง
กฎหมายให้เหมาะสม รวมถึงอํานวยความสะดวกในการใช้อุปกรณ์เพื่อความบันเทิง หนังสือ และ
อุปกรณ์เครื่องเขียนต่างๆ
๒) ตรวจสอบผู้ถูกคุมขังเป็นระยะ เพื่อความมั่นคงปลอดภัย และห้ามพกอาวุธ
เข้าไปในสถานคุมขัง ตลอดจนห้ามใช้อุปกรณ์เครื่องมือในการระงับยับยั้งในการลงโทษ จะใช้ได้ใน
ความจําเป็นเพื่อป้องกันการหลบหนี
๓) ควรมีเจ้าหน้าที่ในการดูแลทางจิตวิทยา รวมทั้งให้คําปรึกษา เพื่อป้องกัน
การฆ่าตัวตาย อยู่ปฏิบัติหน้าที่ตลอดเวลา
๔) ต้องใส่ใจในสภาพความเป็นอยู่ รวมทั้งอาการเจ็บป่วยของผู้ถูกคุมขัง
๗. การใช้กําลังและอาวุธปืน
บุคคลมีสิทธิในชีวิต ความมั่นคงปลอดภัยและเสรีภาพจากการไม่ถูกทรมาน
หรือการกระทําอื่นใดที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือลดทอนย่ํายีศักดิ์ศรี
การใช้กําลัง ใช้ได้ต่อเมื่อมีความจําเป็นอย่างยิ่งเท่านั้น และต้องถูกใช้โดยมี
จุดมุ่งหมายในการบังคับใช้กฎหมายที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น จะต้องเหมาะสมและได้สัดส่วนกับ
วัตถุประสงค์ที่ชอบด้วยกฎหมาย
แนวทางการปฏิบัติ
๑) อาวุธปืนจะใช้ได้ต่อเมื่อตกอยู่ในสถานการณ์คับขันที่สุดเท่านั้น และต้องใช้
เพื่อป้องกันตนเองหรือผู้อื่นจากการเสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บจากภัยคุกคามที่กําลังจะมาถึง
เพื่อการจับกุมหรือป้องกันการหลบหนีของบุคคลที่ก่ออาชญากรรมร้ายแรงเป็นพิเศษที่อาจนําไปสู่ภัย
คุกคามร้ายแรงต่อชีวิต
รายงานฉบับสมบูรณ์ ๓๓

